view 510

กระแสการบริโภควิถีไทยกับการก้าวให้ทันแบบอย่างตะวันตก

การสื่อสารไร้พรมแดนในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจใหม่ พร้อมกับการยอมรับวิถีชีวิตแบบตะวันตก วิถีการบริโภคแบบตะวันตกที่ผ่านเข้ามาทางสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ โฆษณา สารคดี การท่องเที่ยว อื่นๆ ผู้รับสื่อได้เผลอรับเอาวิถีแบบตะวันตกโดยไม่ตั้งใจ โดยถือว่าเป็นวิธีการกินดีอยู่ที่ดี ซึ่งต้องแตกต่างจากวิถีไทยที่เป็นอยู่ กอปรกับการดำเนินชีวิตแบบไทยไม่มีวิธีใดที่จะเหนี่ยวรั้ง ให้เกิดความผูกพัน ความภาคภูมิใจและพอใจกับวิถีการดำรงชีวิตแบบพอเพียง การรับเอาสื่อต่างๆ เข้ามาจึงโน้มน้าวจิตใจให้คล้อยตามกระแสการพัฒนาแบบตะวันตกได้ง่าย โดยเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข แต่ความสุขนั้นต้องจำแนกอีกว่าเป็นความสุขที่ได้จากการสัมผัสสิ่งที่แตกต่างหรือเป็นความสุขที่ได้จากการสัมผัสสิ่งที่ดีกว่า แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า ก็ต้องแยกอีกว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าที่แท้จริงหรือเป็นสิ่งที่ดีกว่าเพียงเพราะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากผู้อื่น แต่ในความเป็นจริงอาจไม่นำความสุขกว่ามาให้ผู้รับสื่อเลย 

การขาดการเชื่อมโยงที่ดีว่า แนวทางการดำรงชีวิตที่ถูกต้องตามครรลองของการดำรงชีวิตแบบยั่งยืนนั้นควรเป็นไปในลักษณะใด จึงเกิดช่องว่างจากการรับเอาแบบอย่างตะวันตกเข้ามาโดยไม่ทันรู้ตัว และคิดว่านั่นคือวิถีการดำรงชีวิตที่ต้องเป็นไป เพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครองเอาวัตถุสิ่งของที่มีอยู่ในตะวันตก ถือเป็นส่วนหนึ่งของความทันสมัย การก้าวให้ทันอารยธรรมตะวันตก เมื่อไม่มีสิ่งเหนี่ยวรั้งจิตใจให้เกิดความภาคภูมิใจถึงความเป็นไทย การหล่อหลอมจากสื่อจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิถีการบริโภคได้โดยง่าย เกิดเป็นแบบแผนชีวิตตะวันตกในเมืองไทย ซึ่งมองข้ามคุณค่าการดำรงชีวิตแบบตะวันออก แบบวิถีไทย ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพภูมิภาคตะวันออกเป็นอย่างดี ดังนั้นในแต่ละวันที่ผ่านไป จึงเป็นการแสวงหาสิ่งที่แปลกแตกต่างไปจากเดิม แทนที่จะหาความสุขที่ยั่งยืน เมื่อทุกคนขาดการวิเคราะห์และการใช้วิจารณญาณอย่างเพียงพอ ทำให้มีการรับและปฏิบัติตามตะวันตกโดยง่าย กอปรกับวิถีการเรียนรู้ ศึกษาเล่าเรียนที่รับเอาแนวทางและเทคโนโลยีตะวันตกของคนจำนวนไม่น้อย ทำให้คนเหล่านั้นเชื่อว่าสังคมไทยจะต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ตนเองเคยไปสัมผัส เคยไปศึกษาเล่าเรียนจากต่างประเทศ โดยลืมนึกถึงศักยภาพของท้องถิ่นนั้นๆ 

ความทันสมัย จึงได้กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างต่อเนื่อง และเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่จะบอกว่า ปัจจุบันทันสมัยแล้ว เมื่อสิ่งที่มีอยู่มากมาย การเปลี่ยนแปลง ที่เกิดตลอดเวลาในสังคมตะวันตก ที่รับรู้ผ่านสื่อการรับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าสังคมตะวันออกอย่างไทย ยังมีการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงพอ ยังตามไม่ทัน ดังนั้นกระบวนการขับเคลื่อน ให้เกิดความทันสมัยยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เป็นเรื่องที่เป็นได้ยากที่ให้เกิดความทันสมัยอย่าง ถึงขั้นเพียงพอพร้อมจะหยุดแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือลอกเลียนแบบการบริโภคแบบตะวันตกบนพื้นฐานการใช้ชีวิตแบบตะวันออก ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตและหามาได้ซึ่งทรัพยากรต่าง ๆ ในอัตราที่ต่ำกว่าการหามาได้ในตะวันตกอย่างมาก เปรียบเหมือนการบริโภคด้วยต้นทุน ค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่มีศักยภาพการผลิตต่ำ ทำให้วิถีชีวิตแบบตะวันออกอยู่ในภาวะขาดดุล และไม่สมดุลอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนจากแนวทางการดำรงชีวิตจากตะวันออกเป็นตะวันตกเป็นอย่างต่อเนื่องและกลมกลืนกับวิถีชีวิตเป็นอย่างดี เพราะวิธีการดังกล่าวผ่านการเรียนรู้ในห้องเรียนด้วยสื่อต่าง ๆ ด้วยคุณค่าที่ให้แก่สังคมการดำเนินวิถีชีวิตแบบตะวันตกได้มากกว่าแบบไทย จนบางครั้งทำให้ดูว่าการดำรงชีวิตแบบไทยเป็นเรื่องล้าสมัย ไม่ทันเหตุการณ์ไม่สอดคล้องกับสภาวะที่ต้องการพัฒนา ขณะเดียวกันทิศทางการเปลี่ยนแปลงโดยผู้นำหล่อหลอมให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจต่อการบริโภครองรับการผลิตในหลากหลายสาขาที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ เป็นพื้นฐานก่อนที่ขยายสู่การส่งออก การที่สังคมมีการบริโภคมากทำให้เกิดการเติบโตทางการผลิต ซึ่งการเติบโตทางการผลิตเป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้เกิดความเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ  ผู้นำจากกลุ่ม พรรค หรือคณะบุคคลที่เข้ามาปกครองบ้านเมือง มุ่งเน้นการเติบโตด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นผลิตภัณฑ์มวลรวมเป็นหลัก เป็นดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของสังคมในแต่ละช่วงเวลา โดยลืมนึกไปว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้สำคัญใด ๆ เลยต่อความสุขของคนในสังคม กลับกลายเป็นความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจแบบตะวันตก

ตัวชี้วัดแบบตะวันตก ทำให้รู้สึกว่าอยู่ในกระบวนการเดียวกับการพัฒนาและไม่ตกรุ่น ซึ่งการชี้วัดดังกล่าวถูกประเมิน ชี้วัด เปรียบเทียบ จากไทยและต่างประเทศว่าเศรษฐกิจของไทยในแต่ละช่วงเวลาอยู่อัตราส่วนร้อยละเท่าไหร่ ในขณะเดียวกันผู้บริหารและผู้นำประเทศเองก็ประกาศตั้งเป็นนโยบายในอัตราที่สูงเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การค้าโดยลืมนึกไปว่าท่ามกลางกระแสดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความยากจนและร่ำรวยควบคู่ไปด้วย มีคนได้ประโยชน์ที่ร่ำรวย ฐานผลิตก็มีฐานะยากจน เช่น ฐานการผลิตทางการเกษตร ซื้อปัจจัยผลิตที่สูงซึ่งรัฐเป็นผู้ผลิต แต่จำเป็นต้องขายถูก หลายพื้นที่ไม่คุ้มการลงทุน เกิดภาวะหนี้สิน สูญเสียสินทรัพย์ที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ กลายแป็นผู้ขายแรงงาน เป็นผู้ใช้แรงงานแทนผู้ผลิต เป็นผู้ค้าแรงงานในต่างแดน สูญเสียศักยภาพและกำลังการผลิต ถึงขั้นสิ้นหวังในชีวิต ขาดศักยภาพที่จะส่งเสริมบุตรหลานให้ศึกษาเล่าเรียน หลายรายเปลี่ยนสภาพจากผู้ผลิต เจ้าของธุรกิจ กลายเป็นแรงงานการผลิต เป็นผู้เช่าที่ดินตัวเองเพื่อผลิต  เป็นผู้มีหนี้สินและหลุดจากการกระบวนการผลิต เป็นผู้ใช้แรงงานในภาคเกษตร พาณิชกรรม อุตสาหกรรม การค้าแรงงานต่างแดน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การปรับตัวเป็นภาวะขาลงของผู้ผลิตที่กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค ได้ดิ้นรนขวนขวายสู่ศูนย์กลางการผลิต เกิดการเติบโตของเมือง การกระจายสู่ชนบทลดลง กลายเป็นสังคมชนบทที่รองรับการผลิตภาคอุตสาหกรรม เป็นสังคมการผลิต รายได้จากการผลิตภาคเกษตรจึงเกื้อหนุนภาคอุตสาหกรรม จนเมืองหลวงกลายเป็นศูนย์กลางย่านอุตสาหกรรมในที่สุด ครอบครัวเกษตรกรหลายครอบครัวผลักดันให้ลูกเรียนสูงๆ เพื่อผลักจากการเป็นเกษตรกร ให้มีการศึกษาติดตัว ไปเป็นแรงงานราคาถูกในภาคอุตสาหกรรม แทนที่จะเป็นผู้มีความรู้ในการพัฒนาท้องถิ่นสู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืน ตามแนวทางการดำเนินชีวิตที่บรรพบุรุษสืบทอดมา และดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและคุณภาพที่ดี กลายเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมที่หนาแน่น คนจากทุกภูมิภาคที่รวมตัวกันดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด หมดเวลาแห่งช่วงวันคืนด้วยการรับสื่อ หาความเพลิดเพลินจากสื่อ เพื่อรอเวลาสู้ใหม่วันรุ่งขึ้น วิถีชีวิตของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน

แนวคิดการพัฒนาเพื่อตอบสนองทางวัตถุ ได้ผูกพันและเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาโดยตลอด ที่มุ่งให้เกิดการผลิตเพื่อส่งออก ในกระบวนการและเป้าหมายดังกล่าว ทำให้เกษตรกรเป็นเพียงปัจจัยการผลิตเพื่อขยายการส่งออก ทำให้เกษตรกรลุกล้ำที่ดินสาธารณะเพื่อขยายการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการการส่งออก บนพื้นฐานการผลิตที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของคุณภาพสิ่งแวดล้อมและศักยภาพการผลิตแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ผลิตต้องเผชิญกับการผันผวนของราคาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกำลังการต่อรองด้านราคาการค้าระหว่างประเทศในภาวะโลกไม่เข้มแข็งพอ ทำให้ผู้ค้าผู้ผลิตได้ผลตอบแทนไม่เพียงพอ  ดังนั้นภาพการต่อรองเผชิญหน้า การเคลื่อนไหวเรียกร้อง ยื่นข้อเสนอ ปิดถนน ชุมนุม เดินขบวน จึงเป็นภาพคุ้นตาในสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐหมดเวลาไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาด  การแก้ปัญหาดังกล่าวทำให้ขาดโอกาสและเวลาที่จะวางแผนอย่างรัดกุมและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการผลิตระยะยาว เป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตภาคเกษตรกรรมจะหารายได้อย่างเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการทางวัตถุของตนเอง ในขณะที่สื่อเรียกร้องให้ผู้ผลิตภาคเกษตรกรรมและเร่งใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เมื่อสิ้นสุดการผลิต ก็มีรายรับที่ขาดหลักประกันไม่แน่นอน นอกจากนั้นผู้ผลิตต้องเผชิญกับปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ความแห้งแล้ง น้ำท่วม การแพร่ของโรคและศัตรูพืช การเสื่อมโทรมจากการกัดเซาะ พังทลาย ของดิน ธาตุอาหาร ในแหล่งผลิตของตนเอง ทำให้การผลิตในภาคเกษตรอยู่ในภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ส่วนกลางพยายามทำให้เกิดการผลิตเพื่อให้เกิดรายได้ จึงหนีไม่พ้นการหล่อหลอมให้เกิดการบริโภคแบบวัตถุนิยม เพราะฉะนั้นจากที่เคยคิดว่าการทำงานหนักนำสู่ความมั่งมี จึงถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นจริงเสมอไป เมื่อความพยายามดังกล่าวเป็นการตอบสนองความจำเป็นเฉพาะหน้า โดยการรวบรวมรายได้ทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการบริโภค กระบวนการจัดหาวัตถุหลากหลาย เพื่อจะตอบสนองความทันสมัยและการลอกเลียนแบบในลักษณะต่าง ๆ การพัฒนาและความก้าวหน้าของการผลิตสื่อในประเทศ ซึ่งมีขีดความสามารถสูงที่จะหล่อหลอมและโน้มน้าวให้ผู้บริโภคสนใจ หันมาบริโภคและรองรับการผลิตจากภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ผู้รับสื่อขาดความเข้มแข็งและวิจารณญาณที่เพียงพอที่จะเลือกบริโภค ดังนั้นผู้ผลิตและแรงงานการผลิตทุกคนต้องทำงานหนักแข่งกับเวลาเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิต แต่ปัจจัยดังกล่าวไปสนับสนุนการบริโภคเพิ่มมากขึ้น โดยขาดการยั้งคิดว่าความสุขที่แท้จริงของการดำรงชีวิตอยู่ที่ใด 

เมื่อการพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น มุ่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า การพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตใช้เวลาเกือบทั้งหมดกับกิจกรรมการผลิตในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แม้แต่วันหยุดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอและคุ้มต่อการลงทุน เพียงพอต่อรายได้ในการชำระหนี้ เพื่อให้อยู่รอดในแต่ละฤดูการผลิตและสามารถผลิตได้อีกในฤดูกาลผลิตต่อไป ฤดูกาลผลิตในภาคเกษตรกรรมเป็นตัวเร่งรัดให้แรงงานไม่ต้องคิด ไม่ต้องตรึกตรองเพราะไม่นานฝนก็จะตก ได้เวลาปลูก ได้เวลาบำรุงดูแล เก็บเกี่ยว นำผลผลิตไปจำหน่าย ความพยายามเร่งรัดในการส่งออกจึงได้พยายามกลบเกลื่อนวิถีชีวิตความเป็นไทย ซึ่งคนไม่น้อยในตะวันตกเห็นว่ามีเสน่ห์และอยากสัมผัส ในขณะที่คนตะวันออก เช่นในประเทศไทยทุ่มเทชีวิตและทรัพยากรเพื่อการผลิต ลืมคุณค่าวิถีไทยโดยสิ้นเชิง ทำให้ผู้ที่แสวงหาอยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบตะวันออก ต้องผิดหวัง การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย จึงกลายเป็นการสัมผัสเห็นวัตถุ อนุสรณ์ความเจริญงอกงามในอดีต โดยที่คนในตะวันตกแทบไม่เห็นวิถีชีวิตไทย ๆ หลงเหลืออยู่เลย ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ใช้แรงงานจึงอยู่ในสภาวะที่ไม่แตกต่างกัน คือ ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ครอบครัว ชุมชน โดยลืมไปว่าความอยู่รอดของตัวเองนั้นไม่สามารถอยู่ได้ หากระบบนิเวศรอบตัวไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ปัจจัยทางด้านนิเวศวิทยาและแหล่งทรัพยากรที่ถูกใช้เพื่อรองรับการบริโภค การจำหน่าย การเลี้ยงชีพของตัวเอง โดยไม่มีข้อจำกัด เป็นเหตุให้ฐานทรัพยากรและสมดุลของระบบนิเวศสูญเสียไปในที่สุด มีผู้ผลิตไม่น้อยทุ่มเทชีวิตเพื่อการผลิตและส่งออก แต่เมื่อถึงเวลาตอบคำถามและดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดกลับต้องไปหาของป่าหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อนำไปบริโภค จำหน่าย และใช้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติรองรับการผลิตของตัวเอง เช่น ใช้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าอุทยานเลี้ยงสัตว์ เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมโทรม ร่อยหรอของแหล่งทรัพยากร เกิดการกัดเซาะพังทลาย การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศเสียสมดุล เกิดการลดน้อยถอยลงของทรัพยากรสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

การเพิ่มประชากรจาก 30 กว่าล้านคนเป็น 60 กว่าล้านคน เป็นตัวชี้วัดสำคัญให้เห็นว่าความพยายามทุ่มเทที่จะตอบสนองการบริโภคของภาครัฐและเอกชน เป็นความพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือเรียกว่า Supply site เป็นการบริหารจัดการการผลิตโดยไม่เข้าไปจัดการการบริหารความต้องการอย่างแท้จริง การควบคุมจำนวนประชากรอย่างเหาะสมได้ถูกหยิบยกมาพูดเป็นครั้งคราว เพื่อลดจำนวนการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว แต่ในท้ายที่สุดการควบคุมอย่างต่อเนื่องนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เป็นผลให้จำนวนประชากรขยายตัวอย่างไม่สมดุลกับศักยภาพการผลิต การเพิ่มจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรม มีการกระจายของประชากรไม่สม่ำเสมอ เป็นเหตุให้เกิดการอพยพผู้คนเข้าสู่ศูนย์กลางการค้า การศึกษา การบริการในเมืองใหญ่ การให้บริการสาธารณสุข และการบริการขั้นพื้นฐานในชนบทไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเพียงพอ เป็นเหตุให้คุณภาพชีวิตของคนในชนบทแตกต่างกันคนในเมืองอย่างเห็นได้ชัด เป็นแรงขับเคลื่อนให้ผู้ผลิตในภาคเกษตรกรรมในชนบทดิ้นรนให้ตัวเองหลุดจากภาวะด้อยพัฒนา ภาวะขาดแคลนการบริการ ขาดแคลนสาธารณูปโภคที่เพียงพอ เข้าสู่วิถีชีวิตความเป็นเมือง  เข้าสู่การตั้งถิ่นฐานในเขตเมือง ทิศทางการบริหารจัดการ และการควบคุมจำนวนประชากรที่ขาดความต่อเนื่อง ขาดเป้าหมายที่ชัดเจน ขาดการระดมสมองและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เป็นเหตุให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจนยากต่อการบริหารจัดการ กลายเป็นปัจจัยสำคัญของภาคการผลิต เป็นปัจจัยสำคัญของการตัดสินใจของภาครัฐที่ใช้มาตรการพยากรณ์และผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่ขยายตัว เรียกว่า Predict and Provide เช่น กรณีที่มีการเพิ่มจำนวนประชากรภาคเกษตรกรรม การขยายตัวของพื้นที่การผลิต ความพยายามในการตอบสนองความต้องการของภาครัฐ จึงเกิดการพยากรณ์ความต้องการและหาหนทางจัดหาผลผลิตให้ทันกับการบริโภค เช่น จัดหาแหล่งน้ำ จัดหาพลังงาน การจัดระบบขนส่งให้เพียงพอ ฉะนั้นการเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงประชากรจึงเป็นไปอย่างขาดการควบคุมและขาดการบริหารจัดการที่เหมาะสม และมีทิศทางที่สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตของทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง 


การใช้ทรัพยากรกับมลพิษที่เพิ่มมากขึ้น

การขยายตัวด้านการบริโภค การเพิ่มจำนวนประชากร เป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อการนำเอาทรัพยากรจากแหล่งธรรมชาติออกมาใช้  มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขีดความสามารถในการนำทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้มากและเร็วกว่าเดิม ในขณะที่การฟื้นตัวตามของทรัพยากรตามธรรมชาติไม่ได้มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่ทำให้มีผลผลิตมากกว่าเดิม การเร่งนำเอาทรัพยากรจากแหล่งธรรมชาติมาใช้จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรม การผลิตและการบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมากกว่าขีดความสามารถในการรองรับการบริหารจัดการมลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เพิ่มปริมาณมลพิษอย่างมากในแหล่งทัพยากรต่างๆ เช่น การปนเปื้อนของดิน แหล่งน้ำ การขับถ่ายของเสีย การถ่ายเทของเหลือทิ้งจากการผลิต การบริโภค ก่อให้เกิดมลพิษที่มากและรวดเร็ว ยากต่อการแก้ไขจัดการได้ทัน วิธีการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากรและคุณภาพสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่เป็นไปในลักษณะการดำเนินงาน การแก้ปัญหา แบบเชิงรุก เพื่อป้องกันและจัดการไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นไปในลักษณะการทำงานเชิงรับ ที่ทำได้อย่างมาก คือการพยากรณ์จัดหา แทนที่จะเป็นบริหารความต้องการจัดการทรัพยากร

 การจัดการความต้องการของภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่าง ๆ กระบวนการในการคิดของราชการมุ่งเน้นการทุ่มเทในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบเพื่อแก้ไขให้ทันเวลาและเข้าใจผิดว่าปัญหาจะแก้ไขได้โดยหน่วยงานของรัฐบาลเท่านั้น มองข้ามความสำคัญและการมีบทบาทในภาคประชาชน ผู้ซึ่งที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหา จึงจำเป็นต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาด้วย การที่ความรับผิดชอบตกในมือชองหน่วยงานของรัฐบาล ทำให้แก้ไขได้ไม่ทัน ไม่เพียงพอ และเป็นไปในลักษณะประวิงเวลา ซื้อเวลา ย้ายปัญหา เปลี่ยนปัญหา มากกว่าแก้ปัญหา ความพยายามในการส่งเสริมการมีบทบาทของผู้บริโภค เป็นความพยายามที่ยากและต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ทุ่มเท และอาจไม่สอดคล้องกับการทำงานของรัฐที่ทำตัวเองเป็นเจ้าของปัญหา และเป็นผู้ผูกขาดในการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ ที่รวมศูนย์การตัดสินใจที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไว้  

การใช้ทรัพยากร การพัฒนาในมิติต่าง ๆ ไว้ที่หน่วยงานรัฐบาลหรือส่วนกลางที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากไม่ทำให้เกิดการกระจายความเจริญและเป็นอิสระในการจัดการทรัพยากรแล้ว ก่อให้เกิดความอ่อนแอในชุมชนชนบท รวมทั้งหน่วยงานรัฐในภูมิภาคที่ไม่สามารถทำงานเต็มศักยภาพของตัวเอง เนื่องจากอำนาจตัดสินใจทั้งหมดมาจากส่วนกลาง ที่เชื่อว่าเข้าใจปัญหาทุกด้าน แต่ในความพยายามหลายทศวรรษที่ผ่านมา เป็นเพียงการตัดสินใจและแก้ปัญหาที่ได้รับรู้จากสื่อต่าง ๆ ในส่วนกลางเท่านั้น ขาดการเข้าใจอย่างแท้จริง เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการเรียนรู้ความจำเป็น ความต้องการขนาดใหญ่ในท้องถิ่นเพื่อความอยู่รอด เป็นผลให้คนในชุมชนขาดความสนใจที่จะมีบทบาท เรียนรู้แนวทางแก้ไขปัญหา รวมทั้งเรียนรู้ภูมิปัญญาในการบริหารทรัพยากรท้องถิ่นของตัวเอง ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ทำให้ชุมชนชนบทในท้องถิ่นได้เรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตนเอง ได้เรียนรู้การตอบสนองความต้องการของตัวเอง เรียนรู้และเข้าใจข้อจำกัดของทรัพยากรในท้องถิ่น เกิดการพัฒนาการสร้างภูมิปัญญาและถ่ายทอดการบริหารจัดการทรัพยากรภายในท้องถิ่น ก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง เกิดการเป็นอยู่ที่พอเพียง เกิดการกระจายศูนย์ในการจัดการทรัพยากร เกิดการใช้เทคโนโลยีในท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิต 

การบริหารจัดการภาครัฐที่เข้าไปมีบทบาท ทำให้ชุมชนขาดความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ เช่น การจัดการลุ่มน้ำ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งสังคมในชนบทได้มีชีวิตต่อเนื่องกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชุมชนเป็นอย่างดี จนกระทั่งมีการแจ้งว่าการบริหารจัดการป่าไม้ ต้องได้รับการดูแลจากคนที่ถูกแต่งตั้งมาจากส่วนกลางเท่านั้น และองค์กรอิสระรวมทั้งผู้บริโภค แต่ละคนในชนบทเป็นเพียงผู้ได้สัมผัสได้เห็น ได้เข้าใจ ได้รับบริการ แทนที่จะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรในท้องถิ่น การรวมศูนย์ดังกล่าว ก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้เกษตรกรในท้องถิ่นขาดความสนใจที่จะมีส่วนรวมในการจัดการทรัพยากร ปล่อยให้เกิดความสูญเสีย เสื่อมโทรม เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ   



ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารงานโดยหน่วยงานภาครัฐไม่ก่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นจึงเป็นบทเรียนที่ทำให้พิจารณาได้ว่าการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ การดำเนินงานแบบตะวันตกไม่ประสบความสำเร็จ ก่อให้เกิดความเสียหาย ความเสื่อมโทรมต่อระบบนิเวศ จนยากต่อการแก้ไข เพราะฉะนั้นแนวทางที่ต้องพัฒนาจึงอยู่ที่การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนทุกระดับ ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ยาก ไม่คุ้นเคย ต่อหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องลงมาส่งเสริมชุมชนให้สามารถบริหารจัดการด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบสอดคล้องกับทรัพยากรในทองถิ่นอย่างแท้จริงได้ แต่หากหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลจัดการสิ่งแวดล้อมยังไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการดูแลสิ่งแวดล้อมเช่นที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติในแหล่งต่างๆ ต้องเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาที่ตามมาคือความเสื่อมโทรมจากปัญหาภัยพิบัติ เช่น ภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม โคลนถล่ม การแพร่ระบาดของศัตรูพืชหลากหลายทั้งปี ซึ่งในหลายทศวรรษ ทราบดีว่าปัญหาดังกล่าวไม่สามรถแก้ไขได้ทันท่วงที ที่ผ่านมาเราเปลี่ยนเกษตรกร จากผู้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จัดการปัญหา ไปเป็นผู้ดู ผู้เฝ้าสังเกต การทำงานของภาครัฐเท่านั้น ส่วนการนำเทคโนโลยีตะวันตกมาใช้  โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในฐานะที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อมจากประเทศตะวันตก  ทั้งที่ฐานะการส่งออกที่เป็นอยู่ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ  ในภาวะดังกล่าวทำให้ขาดการพัฒนาภูมิปัญญาในท้องถิ่น 

หลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้เห็นได้ว่า ต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ด้วยการให้ความสำคัญที่วิถีไทยและการส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ในการพิจารณาวินิจฉัยแก้ปัญหา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหาแบบการกระจายศูนย์ ลดบทบาทหน้าที่ของภาครัฐส่วนกลาง จากเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการด้วยตัวเอง ให้รองรับการจัดการแบบกระจายศูนย์สู่ท้องถิ่น ให้คุณค่าต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น เช่น สังคมในส่วนกลางนิยมบริโภคผลไม้ต่างประเทศเพราะเชื่อว่าเป็นการแสดงฐานะ  ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะการบริโภคผลไม้ดังกล่าวจะไม่ได้คุณค่าโภชนาการที่ดีพอ เนื่องจากต้องเก็บล่วงหน้า 2 สัปดาห์เพื่อจัดเก็บ ลำเลียง และจัดส่งในเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ จนกระทั่งถึงขายปลีกในประเทศ ผลไม้จึงต้องดูน่ารับประทาน ดึงดูดใจผู้บริโภค ดังนั้นผู้บริโภคปลายทางเช่นประเทศไทย จะได้ผลไม้ที่เปรี้ยว จืด ไม่สด และมีราคาแพง ซึ่งการส่งเสริมการบริโภคจากต่างประเทศดังกล่าว ทำให้ความเข้มแข็งของท้องถิ่นลดน้อยลง ผลไม้บางชนิดอาจไม่เป็นที่รู้จักอีกต่อไป ด้วยคุณค่าการบริโภคแบบตะวันตกเป็นตัวอย่างที่ต้องเสริมสร้างคุณค่าเสียใหม่ หันมาให้ความสำคัญต่อการผลิตที่เอื้อต่อความหลากหลายและการดำรงอยู่ของชีวภาพ นั่นก็คือ การผลิตด้วยพืชสายพันธุ์ท้องถิ่น ที่ทนโรค ทนแมลง ทนภัยแล้งได้ดีกว่าสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตราคาแพงจากต่างประเทศ  ทำให้เกิดการบริโภคที่มีคุณค่า เช่น แทนที่จะเป็นข้าวสารที่ขายเป็นตัน ควรเป็นข้าวสารหลากหลายชนิดที่บอกคุณลักษณะหลังหุงเสร็จ เช่น หุงแล้วมีความนุ่ม พอดีตัว ไม่แฉะ ไม่แข็งกระด้าง หรือหุงแล้วเมล็ดไม่บาน อร่อย เป็นพันธุ์ปลอดสารพิษ แทนที่จะเป็นการรวมข้าวหลายๆ พันธุ์เข้าด้วยกันแล้วขายเป็นเกวียน เพราะฉะนั้นการเห็นคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น หรือส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทย เพื่อให้ผู้ผลิตผลิตสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ชำมะเลียงที่มีคุณค่าทางอาหารสูงก็หายไป มะเฟืองที่มีการบริโภคสมัยใหม่ ทำให้ผลไม้เหล่านี้ออกจากวิถีการจำหน่าย เพราะฉะนั้นการปรับกระบวนทัศน์ในการผลิตจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการสร้างเงื่อนไขในการจัดการที่สอดคล้อกับศักยภาพท้องถิ่นมากขึ้น 

ส่วนปัญหาที่จัดการแบบรวมศูนย์ไม่ได้ ได้แก่ มลพิษ ความเสื่อมโทรม การรอจากส่วนกลางก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะส่วนกลางมีความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรในท้องถิ่นค่อนข้างจำกัด มีโอกาสผิดพลาดสูง การบริหารจึงต้องกระจายศูนย์ เปลี่ยนคนสร้างปัญหาเป็นผู้ร่วมแก้และวางแผนนโยบาย เนื่องจากแต่ละคนมีศักยภาพและโอกาสที่จะปล่อย ทิ้ง ผลิตมลพิษได้ทุกวัน ต้องแก้ด้วยการสร้างจิตสำนึกอย่างเข้าใจ  และสอดคล้องกับระบบนิเวศในท้องถิ่น 

การปนเปื้อนแหล่งน้ำและดิน ต้องแก้ไขทันที ณ จุดที่เกิดปัญหา เช่น การเอาสารพิษไปใช้ภาคการผลิต ต้องมีความเข้าใจและไม่สร้างภาระให้เกิดขึ้นอีก การสร้างเขื่อนต้องบริหารจัดการเป็นขนาดเล็กแทนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้ภูมิปัญญาในท้องถิ่น ไม่ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วม การจัดการน้ำในท้องถิ่น ดังนั้นต้องกระจายศูนย์แบบสืบเนื่องจากภูมิปัญญา เป็นการสร้างเหมือง ฝายขนาดเล็ก กระจายสิทธิ์ใช้น้ำอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่สิทธิ์อยู่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือเขื่อนขนาดใหญ่โดยขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นทำให้เหมือง ฝาย กลายเป็นแหล่งกักเก็บตะกอนแทนที่จะกักเก็บน้ำ เพราะต้นน้ำถูกทำลายและใช้อย่างขาดจิตสำนึก จากบทเรียนในอดีตสอนให้รู้ว่าการจัดการทรัพยากรแบบแยกส่วนนั้น ทั้งการจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า นั้น เป็นการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้อง เราต้องบูรนาการความเข้าใจทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และครอบคลุมปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการวินิจฉัยและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรในท้องถิ่น

การให้ความสำคัญที่ต้นเหตุของปัญหาและการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐาน (Fundamental Solution) ความพยายามแก้ปัญหาในอดีต ไม่ต่างอะไรกับความพยายามลดอาการของปัญหาและเข้าถึงแนวทางจัดการปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งการมีบทบาทของชุมชนเป็นการดำรงแบบวิถีไทยที่มุ่งแน่นการพึ่งพาของตัวเอง การตอบสนองความต้องการของตัวเองให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตในท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกัน ประชุมตกลงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บริหาร ส่งเสริมคุณค่าภูมิปัญญาไทย ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อเพิ่มศักยภาพการวินิจฉัยเพื่อเพิ่มความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงศักยภาพในท้องถิ่น 

การให้ความสำคัญที่ต้นเหตุของปัญหาและการแก้ปัญหาที่พื้นฐาน (Fundamental Solution) ความพยายามในการแก้ปัญหาในอดีตไม่ต่างกับการใช้ความพยายามลด ซึ่งการมีบทบาทของชุมชนเป็นการดำเนินชีวิตตามวิถีไทย เป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมที่พึ่งพาตนเองและสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตในท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในชุมชน มีการประชุมตกลง แลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ ส่งเสริมการเรียนรู้บูรณาการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีและเหมาะสม เพราะฉะนั้นการเรียนรู้วิถีไทยจึงจำเป็น สมควรได้รับความส่งเสริมกว้างขวาง เพื่อคนไทยสารถนำมาใช้ได้ ในขณะเดียวกันต้องมีกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ กิจกรรมสาธารณะให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง นอกจากนั้นผู้เกี่ยวข้องในส่วนกลางต้องปรับกระบวนทัศน์เป็นสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนแทน 



การปรับวิถีชีวิตสู่แนวทางมลพิษที่เป็นศูนย์ (Zero Emission) การผลิตให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่เพิ่มภาระใหม่เป็นกิจกรรมบริโภคที่ไม่เพิ่มมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ระมัดระวังผลกระทบมากที่สุดและต้องพยายามลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด ต้องเรียนรู้การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ปลูกต้นไม้ ให้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปใหม่ นอกจากนี้ควรส่งเสริมวิถีชีวิตการเรียนรู้ร่วมกัน ดังนั้นการดำรงชีวิตด้วยวิถีไทย จึงเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข พึ่งพาอาศัยและอยู่อย่างพอเพียง  เป็นชุมชนพึ่งพาระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ขณะเดียวกันระบบนิเวศก็อาศัยการบริหารจัดการที่ดีของคน และไม่สร้างระบบความกดดันให้ธรรมชาติ ดังนั้นวิถีไทยจึงเป็นวิถีการเรียนรู้เพื่อไม่ปล่อยให้กิจกรรมการผลิตและบริโภคเป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม การดำเนินชีวิตให้มีมลพิษที่เป็นศูนย์ ต้องทำให้ผู้บริโภคทุกคนเข้าใจและช่วยกันลดมลพิษจากกิจกรรมที่หลากหลาย และนำไปสู่การจัดการบริหารสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป


อ้างอิงรูปภาพจาก : www.freepik.com